Categories
ข่าวสารวันนี้ ข่าวเด่น

ข่าวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อาร์เซน่อล หวังคว้า ตีเลอมันส์ , เอ็นเคเทียห์ ไม่รีบตัดสินอนาคต

อาร์เซน่อล อยากได้ ยูรี ตีเลอมันส์ มาร่วมทีม , เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ขอทำผลงานบนเวที พรีเมียร์ลีก ให้ดีที่สุด ก่อนตัดสินอนาคต

รูปภาพประกอบด้วย บุคคล, ผู้เล่น, กีฬา, หญ้า

คำอธิบายที่สร้างโดยอัตโนมัติ

อาร์เซน่อล พร้อมทุ่ม 40 ล้านปอนด์ กระชากตัว ยูรี ตีเลอมันส์ ร่วมทีม ข่าวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก

ฟุตบอล ลอนดอน ได้ออกมารายงานว่า อาร์เซน่อล กำลังให้ความสนใจในตัวของ ยูรี ตีเลอมันส์ กองกลางดีกรีทีมชาติเบลเยียม ของ เลสเตอร์ ซิตี้ และต้องการที่จะคว้าตัวเขามาร่วมทีม ในตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์

เนื่องจาก มิเกล อาร์เตต้า มีการติดตามฟอร์มการเล่นของนักเตะมานานแล้ว และมั่นใจว่า การเข้ามาของเขา จะสามารถช่วยยกระดับประสิทธิภาพในแดนกลางให้กับ อาร์เซน่อล ได้เป็นอย่างดี

ยูรี ตีเลอมันส์ ยิงไป 6 ประตู พร้อมทำ 3 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 28 เกมบนเวที พรีเมียร์ลีก ให้กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ถือเป็นแกนหลักที่จะได้รับโอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอ ถ้าสภาพร่างกายฟิตสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม สัญญาฉบับปัจจุบันของ ยูรี ตีเลอมันส์ กับ เลสเตอร์ ซิตี้ กำลังเข้าสู่ช่วงปีสุดท้าย นั่นทำให้เขาตกเป็นเป้าหมายในการเสริมทัพของบรรดายักษ์ใหญ่ทั่วทั้งยุโรป 

รายงานจาก ฟุตบอล ลอนดอน ระบุว่า อาร์เซน่อล พร้อมจะจ่ายเงิน 40 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าตัว ยูรี ตีเลอมันส์ มาจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ในตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ แต่เหมือนทุกอย่างไม่ได้ง่ายดายแบบนั้น

เพราะยังมี ลิเวอร์พูล , แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด , เรอัล มาดริด รวมถึง บาร์เซโลนา ที่อยากจะได้ตัวกองกลางดีกรีทีมชาติเบลเยียม ไปร่วมทีมเช่นเดียวกัน ซึ่งดูเหมือนจะมีโอกาสประสบความสำเร็จ มากกว่า อาร์เซน่อล ด้วย 

เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ขอโฟกัสกับการช่วย อาร์เซน่อล ก่อนตัดสินใจเรื่องอนาคตการค้าแข้ง

เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ กองหน้าดาวรุ่งอนาคตไกล วัย 22 กะรัต ของ อาร์เซน่อล ได้ออกมาเปิดเผยว่า เขาต้องการทุ่มเทสมาธิทั้งหมด ไปกับการช่วยให้ อาร์เซน่อล มีผลงานดีที่สุดในฤดูกาล 2021-2022

หลังต้นสังกัดกำลังมีลุ้นท็อปโฟร์ ในการแข่งขันฟุตบอล พรีเมียร์ลีก และคว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก เป็นหนแรกในรอบกว่า 6 ปี ในฤดูกาล 2022-2023 แม้อนาคตการค้าแข้งของตัวเอง จะยังไม่มีความแน่นอนก็ตาม

เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ กำลังจะหมดสัญญากับ อาร์เซน่อล ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นั่นทำให้เขาได้รับความสนใจจากหลายทีม แต่เหมือน มิเกล อาร์เตต้า จะอยากเก็บตัวเอาไว้ใช้งานต่อไป

โดยทางด้านของ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ พูดถึงประเด็นดังกล่าว เอาไว้ว่า ผมไม่ควรพูดถึงเรื่องของตัวเอง ในสถานการณ์แบบนี้ พวกเราทุกคนกำลังโฟกัสกับการคว้าตั๋วยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก

นั่นเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด สำหรับทั้งตัวผม เพื่อนร่วมทีม และ อาร์เซน่อล ส่วนเรื่องของผมมันไม่ใช่ประเด็นที่สมควรพูดถึง ยังมีเวลาอีกมากมาย เพื่อจะพิจารณาเรื่องการต่อสัญญาฉบับใหม่

ผมไม่ได้ปฏิเสธโอกาสที่จะย้ายออกจาก อาร์เซน่อล และไม่ได้ปฏิเสธที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป เมื่อการแข่งขันจบลง ผมจะพิจารณาทุกข้อเสนอที่ถูกยื่นเข้ามา และเราทุกคนจะได้เห็นกันในเวลานั้น 

บาคาร่า

Categories
ข่าวสารวันนี้ ข่าวเด่น

ปืนใหญ่เปิดบ้านถล่มจิ้งจอกสยาม 2-0 ในศึก ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก

ชาก้า ชู ลากาแซ็ตต์ สำคัญต่อ อาร์เซนอล แม้ยิงประตูได้น้อย

ภาพประกอบ: https://www.90min.com

จบไปแล้วสำหรับการแข่งขัน ฟุตบอล พรีเมียร์ลีกคู่ใหญ่ประจำสัปดาห์ กับการแข่งขันเพื่อชิง 3 แต้มระหว่าง อาร์เซนอล(Arsenal) เจ้าบ้านที่เปิดสนามเอมิเรตส์ สเตเดียม ต้อนรับการมาเยือนของ เลสเตอร์ ซิตี้(Leicester City) ซึ่งในเกมนี้เป็นทางปืนใหญ่ที่เหนือกว่าสามารถเอาชนะไปได้ 2-0 คว้าชัยเก็บ 3 แต้ม ทะยานขึ้นอันดับ 4 ของ ตารางพรีเมียร์ลีก มีลุ้นไปแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลหน้าตามเป้าหมายที่วางไว้ในซีซั่นนี้

ไฮไลท์การประชันฝีเท้าในศึก ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ระหว่างอาร์เซนอลและเลสเตอร์ ซิตี้

ภาพประกอบ: https://lookcharms.com

การแข่งขัน ฟุตบอล ในเกมนี้เป็นนัดที่ 26 ของ เจ้าบ้าน อาร์เซนอล(Arsenal) ที่ต้องเก็บ 3 แต้มเพื่อขึ้นแซงปีศาจแดงทะยานขึ้นสู่ที่ 4 ส่วนทาง  เลสเตอร์ ซิตี้(Leicester City) หลังจากคว้าชัยมาได้ถึง 2 นัดที่ผ่านมาต้องแย่งชิงแต้มเพื่อไต่เต้าให้ขึ้นพ้นโซนกลางตาราง เปิดฉากในครึ่งเวลาแรกมาได้เพียง 11 นาที ทางปืนใหญ่ก็สามารถตีไข่แตกได้อย่างรวดเร็ว จากลูกเปิดเตะมุมของ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่(Gabriel Martinelli) ที่เปิดมาเสาแรกให้ โธมัส ปาร์เตย์(Thomas Partey) ได้พื้นที่โขกบอลเข้าประตูไปอย่างสวยงาม ขึ้นนำ 1-0 ต่อมาในนาทีที่ 18 เจ้าบ้านเลือดร้อนไม่หยุดมีโอกาสขึ้นนำห่าง ในจังหวะที่ปาร์เตย์คนเดิมได้ส่องไกลนอกกรอบเขตโทษ แต่บอลชนคานพลาดประตูที่ 2 ไปอย่างน่าเสียดาย ถัดมาในนาทีที่ 22 จิ้งจอกสยามมีโอกาสตีเสมอจากจังหวะสวนกลับเล่นเร็วยิงจ่อ ๆ ของ ฮาร์วีย์ บานส์(Harvey Barnes) ที่ซัดเข้าเสาแรก แต่ อารอน แรมส์เดล(Aaron Ramsdale) เซฟไว้ได้อย่างหวุดหวิด ซึ่งในนาทีที่ 35 ทีมเยือนมีโอกาสอีกครั้งจากลูกโหม่งพุ่งของบานส์ แต่ก็ยังไม่พ้นมือนายทวารของปืนใหญ่ จบครึ่งเวลาแรกเจ้าบ้านขึ้นนำ 1-0  เปิดฉากในช่วงครึ่งหลังมาได้ในนาทีที่ 54 ปืนใหญ่มีโอกาสขึ้นนำจากจังหวะชุลมุนในกรอบเขตโทษ จนสบโอกาสให้ปาร์เตย์โขกบอลอีกครั้ง แต่ทาง ชาลาร์ เซอยึนจือ(chalar seoyun zhi) กองหลังเลสเตอร์พลาดทำแฮนด์บอล ปืนใหญ่จึงได้จุดโทษ ซึ่งผู้สังหารอย่าง อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์(Alexandre Lacazette) ก็ไม่พลาดยิงขึ้นนำห่าง 2-0 จบเกม อาร์เซนอล(Arsenal) เอาชนะไปได้สำเร็จ เก็บชัยเป็นเกมที่ 16 ของฤดูกาล

อาร์เตต้า ชื่นชมลูกทีมลังจบเกม ฟุตบอล นัดล่าสุด

ภาพประกอบ: https://drolab.co.uk

หลังจากสามารถเก็บ 3 แต้มไปได้เป้าหมาย และสามารถขึ้นสู่อันดับท็อป 4 ของตาราง ฟุตบอล พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ทางกุนซือของ อาร์เซนอล(Arsenal) อย่าง มิเกล อาร์เตต้า(Miguel Arteta) ก็ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อพร้อมกล่าวชื่นชมลูกทีมว่า “เกมในวันนี้เราสามารถทำมันออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบทั้งเรื่องสปีด การเคลื่อนไหว เรารู้ตำแหน่งกันมาก ผมสัมผัสได้ว่าลูกทีมเล่นมันออกมาได้อย่างอิสระ ซึ่งทางเลสเตอร์ก็สามารถเล่นได้ดีเช่นกัน สิ่งนี้มันแสดงให้เห็นว่าพวกเราสามารถยกระดับทีมมาได้อีกหนึ่งขั้น” ก่อนจะถึงในเกมต่อไปว่า “พวกเรายังคงต่อฝ่าฟันกันอีกเยอะโดยเฉพาะในเกมหน้าที่เจอกับลิเวอร์พูล ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พวกเราจะทำทุกวิถีทางอย่างมั่นใจ เพื่อเอาชนะให้ได้”

บาคาร่า

Categories
ข่าวเด่น

หงส์แดงสู้สุดใจเฉือนสิงโตน้ำเงินครามคาบ้าน ขึ้นแท่นคว้าแชมป์ ฟุตบอล คาราบาวคัพ ไปครองได้สำเร็จ

ภาพประกอบ:https://www.skysports.com

จบไปแล้วสำหรับการแข่งขัน ฟุตบอล คาราบาวคัพ รอบชิงชนะเลิศระหว่าง เชลซี(Chelsea) และ ลิเวอร์พูล(Liverpool) ที่ถือว่าเป็นไฮไลท์คู่บิ๊กแมตช์ในสัปดาห์นี้เลยก็ว่าได้ โดยเกมของทั้งสองทีมนั้นได้รับการการันตีจากแฟนบอลทั่วโลกเลยว่าเป็นนัดชิงที่สมศักดิ์ศรี สู้กันจนถึงขึ้นดวลจุดโทษ ซึ่งก็เป็นทางฝ่ายหงส์แดงที่พลาดน้อยน้อยกว่า เฉือนเอาชนะไปได้ 11-10 คว้าแชมป์แรกของฤดูกาลนี้ไปครองได้สำเร็จ

ไฮไลท์เด็ด ฟุตบอล คาราบาวคัพ สุดมันส์ ระหว่างเชลซีและวิเวอร์พูล

ภาพประกอบ:https://www.gossip247.com

สำหรับการแข่งขัน ฟุตบอล คาราบาวคัพ หรือเป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “ลีกคัพ” ในปีนี้ของ พรีเมียร์ลีกอังกฤษ นั้น เป็นการดวลฝีเท้าระหว่างเจ้าบ้าน เชลซี(Chelsea) ที่มาในระบบ 3-4-2-1 ในส่วนของทีมเยือนนั้นมาด้วยแผน 4-3-3 ซึ่งทางกุนซือทั้งสองทีมก็ได้จัดตัวผู้เล่นที่ดีที่สุดลงสนามในเกมนี้ หลังเปิดเกมมาได้เพียง 5 นาที เจ้าบ้านก็มีโอกาสทักทายก่อนจากจังหวะดีดบอลในกรอบเขตโทษของ คริสเตียน พูลิซิช(Christian Pulisic) แต่ไปตรงตัวผู้รักษาประตู ต่อมาในนาทีที่ 30 เป็นโอกาสของทีมเยือน จากจังหวะส่องไกลนอกกรอบเขตโทษของ นาบี เกอีตา(Naby Keita) แต่ไปติดเซฟ ซึ่งจากการเคลียร์บอลไม่ขาดมีโอกาสให้ ซาดีโย มาเน่(Sadio Mane) เข้าไปซ้ำ แต่ก็ติดเซฟเป็นครั้งที่สอง จบครึ่งแรกทั้งสองทีมยังเสมอกันอยู่ที่ 0-0 เปิดฉากมาในช่วงครึ่งหลัง ในนาทีที่ 48 สิงโตน้ำเงินครามเกือบตีไข่แตกจากจังหวะหลุดเดียวของ เมสัน เมานท์(Mason Mount) แต่พลาดท่าไปยิงชนเสา ซึ่งทางฝั่งของหงส์แดงก็ไม่ยอมเช่นกันในนาทีที่ 63 มีโอกาสยิงลุ้นขึ้นนำจากจังหวะหลุดเดี่ยวของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์(Mohamed Salah) ที่เกือบจะเข้าประตู แต่ทาง ติอาโก้ ซิลวา(Thiago Silva) วิ่งเข้าไปสกัดบอลได้ทัน เจ้าบ้านจึงรอดไปอย่างหวุดหวิด

ภาพประกอบ:https://www.skysports.com

ในนาทีที่ 66 ลิเวอร์พูล(Liverpool) ได้ฟรีคิกหยอดไปให้มาเน่ตั้งลูกโขกส่งต่อให้ โจเอล มาติป(Joel Matip) โหม่งเข้าประตูไปอย่างสวยงาม แต่ผู้ตัดสินไม่ให้เป็นประตู เนื่องจากมีจังหวะที่ผู้เล่นของหงส์แดงไปขัดขวางผู้เล่นของทางเจ้าบ้าน เลยพลาดท่าไปอย่างน่าเสียดาย ต่อมาในนาทีที่ 77 เจ้าบ้านมีโอกาสทำประตู่เช่นกันจากจังหวะโหม่งเข้าประตูจ่อ ๆ ของ ของ ไค ฮาแวทซ์(Kai Havertz) ในกรอบเขตโทษ แต่มีการล้ำหน้าเสียก่อนเลยอดได้ประตูไปเช่นกัน จบเกมทั้งสองทำเกมรุกและเกมรับกันอย่างเมามันส์ แต่ก็ไม่มีทีมใดสามารถทำประตูได้ จนกระทั่งต่อเวลาพิเศษ 30 นาที ทั้งสองทีมเล่นเหนื่อยล้าขึ้น และทำประตูได้ไม่คมพอ ส่งผลให้ต้องไปวัดกันที่ลูกจุดโทษ โดยแผนการในครั้งนี้กุนซือทั้งสองทีมได้ทำการเปลี่ยนผู้รักษาประตูคนใหม่ลงมาเซฟ จนกระทั่งถึงคนที่ 11 ผู้รักษาประตูจึงต้องมายิงจุดโทษด้วยตนเอง ซึ่งทางเจ้าบ้านได้ส่ง เกปา อาร์ริซาบาลากา(Kepa Arrizabalaga) มาสังหารจุดโทษ แต่เจ้าตัวยิงข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย ส่งผลให้ทาง ลิเวอร์พูล(Liverpool) คว้าแชมป์ไปครองทันที

กุนซือสองทีม ฟุตบอล ยักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีก ให้สัมภาษณ์หลังจบเกม

ภาพประกอบ:https://www.mirror.co.uk

หลังจากจบศึก ฟุตบอล คาราบาวคัพ แน่นอนว่าทางทั้งสองกุนซือก็ไม่พลาดที่จะออกมาเปิดปากกับการแข่งขันของลูกทีมในครั้งนี้ ซึ่งทาง ลิเวอร์พูล(Liverpool) ทีมแชมป์ ก็ได้กุนซืออย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์(Jurgen Klopp) ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “เกมในช่วงแรกเป็นทางเจ้าบ้านเล่นดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่พวกเราก็ควบคุมทุกอย่างไว้ได้ดีมาก ผมปล่อยให้พวกเขาได้วิ่งและหลังจากนั้นเป็นทีมเราที่เหนือกว่า การเล่นกับเชลซีสำหรับผมมันไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขามีทักษะการเล่นที่ยอดเยี่ยมในหลาย ๆ ด้าน” ก่อนจะปิดท้าย “ตลอดการแข่งขันทางเจ้าบ้านมีโอกาสเป็นประตูกว่าเรา แต่พวกเขาล้ำหน้า การคว้าแชมป์ครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญของสโมสร และผมคิดว่าแฟนบอลทุกคนน่าจะมีความสุขในค่ำคืนนี้” ซึ่งทาง โธมัส ทูเคิล(Thomas Tuchel) กุนซือของทาง เชลซี(Chelsea) ก็ได้ออกมากล่าวถึงความรู้สึกในเกมนี้เช่นกันว่า “ผมยอมรับว่าเกมรับของทีมลิเวอร์พูลมีคุณภาพ หรือไม่แน่ในตอนนี้พวกเขาอาจจะเป็นทีมที่มีเกมรุกยอดเยี่ยมที่สุดก็ได้ แต่การที่ลูกทีมของผมเล่นได้ถึงขนาดนี้ ผมรู้สึกภูมิใจกับพวกเขามาก ๆ ผมได้มองเห็นการเล่นที่ดุเดือด และมันสุดยอดจริง ๆ”

สเปอร์สเปิดบ้านพ่ายวูล์ฟคารัง 0-2 ในศึก ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก 2021/2022

สมัคร เว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

Categories
ข่าวสารวันนี้ ข่าวเด่น

สเปอร์สเปิดบ้านพ่ายวูล์ฟคารัง 0-2 ในศึก ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก 2021/2022

ภาพประกอบ:https://www.skysports.com

การแข่งขัน ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ล่าสุด นับว่าเป็นอีกหนึ่งเกมที่พลิกล็อคก็ว่าได้ สำหรับ ทอตนัมฮอตสเปอร์(Tottenham Hotspur) ทีมอันดับ 8 ของ ตารางพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่เปิดบ้านต้อนรับ วูล์ฟแฮมป์ตัน(Wolverhampton) ทีมอันดับ 7 ที่ฟอร์มค่อนข้างร้อนแรงในซีซั่นนี้ ซึ่งผลการแข่งขันที่จบลง ก็เป็นทางทีมเยือนที่แกร่งกว่าเอาชนะไปได้ 2-0 และถือเป็นการคว้าชัยเกมที่ 11 ในฤดูกาลนี้ จาก 23 เกม มี 37 แต้ม ในขณะที่ฝั่งเจ้าบ้านอยู่ในช่วงขาลงแพ้รวด 3 เกมติด คะแนนยังสะดุดอยู่ที่ 36 แต้ม ปราชัยเป็นครั้งที่ 8 ของฤดูกาล

ไฮไลท์การแข่งขัน ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ระหว่างไก่เดือยทองและหมาป่า

ภาพประกอบ:https://metaknet.com

การประชันฝีเท้าในศึก ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ประจำสัปดาห์ สำหรับเจ้าบ้านอย่าง ทอตนัมฮอตสเปอร์(Tottenham Hotspur) มาในระบบ 3-4-2-1 ขณะที่ทีมเยือน วูล์ฟแฮมป์ตัน(Wolverhampton) วางระบบด้วย 3-5-2 เปิดฉากมาในครึ่งเวลาแรกเพียง 6 นาที หมาป่าได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็วจากจังหวะเคลียร์บอลไม่ขาดของผู้รักษาประตู ทำให้บอลไปเข้าทาง ราอูล จิมิเนส(Raúl Jiménez) พักอกซัดลูกด้วยขวาเสียบเข้าเสาสองไปอย่างสวยงาม ทีมเยือนขึ้นนำ 1-0 ต่อมาในนาทีที่ 15 ไก่เดือยทองมีโอกาสตีเสมอ จากจังหวะแทงทะลุช่องหลุดเดี่ยวของ ซน ฮึงมิน(Son Heung-min) ล็อกเข้าซ้ายแต่บอลเบาไปเข้ามือผู้รักษาประตู หลังจากนั้นเพียง 2 นาที ทีมเยือนได้สกอร์ขึ้นนำอย่างรวดเร็วอีกครั้ง จากจังหวะชุลมุนหน้าประตู และบอลกระดอนไปเข้าเท้าของ เลอันเดอร์ เดนด็องเกอร์ (Leander Dendoncker) แปลด้วยซ้ายเข้าไปนิ่ม ๆ ลอยลำห่าง 2-0 จบเกมทั้ง 2 ช่วงเวลาไม่มีทีมใดสามารถทำสกอร์เพิ่มได้ แม้ทางเจ้าบ้านจะพยายามบุกอย่างหนักแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นผล ซึ่งถ้าหากจะเทียบผลงานโดยรวมในการแข่งขัน พรีเมียร์ลีก สด ในเกมนี้แล้ว ทางไก่เดือยทองมีโอกาสยิงมาก 17 ลูก แต่ก็ไม่เป็นประตู ในขณะที่หมาป่าทำได้เพียงแค่ 11 ลูก แต่ก็เป็นประตูถึง 2 ลูก ด้านเปอร์เซ็นต์ในการครองบอลเจ้าบ้านก็เหนือกว่าอยู่ที่ 59% ในขณะที่ทีมเยือนมี 41% 

อันโตนิโอ คอนเต เปิดใจหลังพาลูกทีมพ่าย 3 เกมรวด ในศึก ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก

ภาพประกอบ:https://cartilagefreecaptain.sbnation.com

หลังจากผลงานคุมทีมในการแข่งขัน ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ของกุนซือมากประสบการณ์อย่าง อันโตนีโอ กอนเต(Antonio Conte) กับ ทอตนัมฮอตสเปอร์(Tottenham Hotspur) ในฤดูกาลนี้ไม่เป็นไปตามคาด เจ้าตัวก็ได้ออกมาเปิดใจในเกมล่าสุดว่า “มันเป็นเกมที่ไม่ง่ายเลยในแมตช์นี้ แต่ผมกลับมองว่ามันเป็นเกมที่ดีของทีมเรา เพราะหลาย ๆ ครั้งเราสามารถสร้างสรรค์โอกาสได้ในการทำประตู อย่างไรก็ตามสำหรับสกอร์ที่เสียไป 2 ลูกในวันนี้ ผมไม่ขอแสดงความคิดเห็น มันไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้วที่เราจะสามารถไล่ตามคู่แข่งทั้งที่โดนนำ อย่างน้อยสิ่งที่ผมได้เห็นในเกมนี้คือความทุ่มเทพยายามของลูกทีม ถึงแม้จะแพ้แต่พวกเราก็พร้อมจะสู้กันต่อไป” ซึ่งการแข่งขันใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุด ของไก่เดือยทองนั้น เหลืออีก 12 เกม และพวกเขาต้องเอาชนะให้ได้มากที่สุดแม้มันไม่ใช่เรื่องง่าย เพื่อคว้าตั๋วไปเล่น ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาลหน้า

เว็บบอลออนไลน์

Categories
ข่าวสารวันนี้ ข่าวเด่น

สะเทือนวงการ ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก นิวคาสเซิลที่มาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่

นิวคาสเซิล
ภาพประกอบ:https://edition.cnn.com

นับเป็นเรื่องที่ฮือฮาไม่น้อยของวงการ ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ในช่วง 2021 ที่ผ่านมา กับการเข้ามาเทคโอเวอร์นายทุนคนใหม่ของทีม นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด(Newcastle United) โดยเจ้าของทีมอย่าง โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มีวิสัยทัศน์ที่จะปรับปรุงทีมเล็ก ๆ ให้ก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าในพรีเมียร์ลีกอย่างก้าวกระโดดเหมือนกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้(Manchester City) ซึ่งในตอนนี้ทางสโมสรก็ได้ออกมาเคลื่อนไหว หลังจากมีแผนที่จะดึงผู้เล่นชื่อดังหลายคนมาร่วมทีม ด้วยมูลค่าเม็ดเงินที่ค่อนข้างสมราคา เพื่อที่จะหนีอันดับตกชั้นในขณะนี้

ภาพประกอบ:https://thejjreport.com

แผนการดึงตัวผู้เล่นของ นิวคาสเซิล ใน ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก 2021/2022

สถานการณ์ใน ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ล่าสุด ของ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด(Newcastle United) ในขณะนี้ นับว่าค่อนข้างน่าเป็นห่วงพอสมควร เนื่องจากในขณะนี้สโมสรได้รั้งท้ายในอันดับ 18 ของ ตารางพรีเมียร์ลีก ซึ่งถือว่าอยู่ในโซนตกชั้น มีโอกาสสูงที่จะลงไปเล่น แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ ในฤดูกาลหน้า อย่างไรก็ตามทางสโมสรก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสิ่งนี้ เห็นได้จากการพยายามที่จะคว้าตัวมหาเทพอย่าง เจสซี่ ลินการ์ด(Jesse Lingard) โดยยื่นข้อเสนอถึง 10 ล้านปอนด์ เพื่อคว้านักเตะแข้งทองมาช่วยกู้สถานการณ์ทีมให้รอดโซนตกชั้นก่อนปิดฤดูกาล ซึ่งข่าวลือดังกล่าวมือโอกาสสูงที่อาจจะเป็นไปได้ เนื่องจากนักข่าวชื่อดังอย่างโรมาโน่ได้ออกมาเปิดเผยดีลดังกล่าวที่สโมสรพยายามเดินหน้าอย่างหนัก นอกจากนี้ในตำแหน่งผู้รักษาประตูก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน จากกระแสข่าวลือในการคว้าตัว แบรนด์ เลโน่(Bernd Leno) อดีตประตูมือหนึ่งจากปืนใหญ่ที่ชวดลงสนามมาค่อนซีซั่น หลังจากประตูมือสอง แอรอน แรมส์เดล(Aaron Ramsdale) ทำผลงานได้โดดเด่นมากกว่าในช่วงหลัง อย่างไรก็ตามในช่วงต้นปีที่ผ่านมา นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด(Newcastle United) ก็ได้ผู้เล่นมากความสามารถอีกหนึ่งคนมาร่วมทัพแน่นอนแล้วอย่าง คีแรน ทริปเปียร์(Kieran Trippier) กองหลังมากประสบการณ์ วัย 31 ปี จาก อัตเลติโกเดมาดริด(Atletico Madrid) 

ภาพประกอบ:https://www.eurosport.com

นิวคาสเซิล จะเอาตัวรอดจากโซนตกชั้นใน ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้ได้หรือไม่

ผลงาน ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ของ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด(Newcastle United) ในฤดูกาลนี้นับว่าอยู่ในมาตรฐานที่ต่ำพอสมควร เห็นได้จากการผลการแข่งขัน 21 เกม สาลิดงปราชัยไปถึง 10 นัด เสมอ 9 นัด และคว้าชัยได้เพียง 2 นัด เท่านั้น โดยผลงาน 5 เกมหลังสุด สโมสรเอาชนะไปได้เพียงนัดเดียวในการพบเจอกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด(Leeds United) เมื่อ 22 มกราคม ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามต้องมาลุ้นกันต่อว่าแผนการคว้าตัวข้อเสนอดีลดังกล่าวจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้หรือไม่ และฟอร์มการเล่นอีก 15 นัด ที่เหลือพวกเขาจะสามารถเอาตัวรอดพ้นโซนตกชั้นได้ตามที่หวังมากแค่ไหน ติดตามภาพรวมและบทสรุปของทีมได้ในศึก พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ล่าสุด เท่านั้น

sa gaming

Categories
ข่าวสารวันนี้ ข่าวเด่น

เปิด ตำนานเสื้อเบอร์ 7 แมนยู จากอดีตจนถึงปัจจุบัน หมายเลขกับความกดดันของผู้สืบทอด

เมื่อพูดถึงผู้เล่นที่สวมใส่เสื้อหมายเลข 7 ทุกคนคงต้องเข้าใจเช่นเดียวกันว่านักเตะผู้นั้นย่อมมีความสำคัญกับทีมสูง เช่นเดียวกันกับนักเตะของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่หมายเลข 7 แต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นตำนาน นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ก็มีไม่น้อยเช่นกันที่ผู้เล่นหลายคนที่ย้ายเข้ามาในถิ่น โรงละครแห่งความฝัน เพื่อหวังเข้ามาสืบทอดและสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นตำนานในถิ่นโอลเทรฟฟอร์ดแห่งนี้ ล้มเหลว ไม่สามารถเทียบชั้นกับตำนานรุ่นเก่าได้ นั่นอาจเป็นเพราะพวกเขาเหล่านั้นไม่สามารถแบกรับความกดดัน และความคาดหวังของเหล่าแฟนบอลปิศาจแดงได้ จนทำให้หลายคนต้องเอาชื่อมาทิ้งไว้พร้อมกับความล้มเหลวของหมายเลข 7 คนแล้ว คนเล่า ลองมาย้อนดูกันว่า ตำนานเสื้อเบอร์ 7 แมนยู ของทัพปิศาจแดงคนใดบ้างที่รุ่งจนเป็นตำนานและร่วงจนไม่เป็นท่า

ตำนานเสื้อเบอร์ 7 แมนยู ก่อนยุคพรีเมียร์ลีก

ต้องบอกว่า ตำนานเบอร์ 7 ในถิ่นโอลเทรฟฟอร์ดนั้นเปิดฉากขึ้นตั้งแต่ยุคก่อนพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว มาย้อนดูให้แฟนบอลรุ่นใหม่ดู ว่ามีใครบ้างที่เป็นจุดเริ่มต้นของตำนาน

จอร์จ เบสต์

จอร์จ เบสต์ (1963-1974)

จุดเริ่มต้นของ ตำนานเสื้อเบอร์ 7 แมนยู ก่อนที่เวทีพรีเมียร์ลีกจะเริ่มต้นขึ้น กับบทบาทผู้เล่นแนวรุกที่มีฝีเท้าจัดจ้าน จนเป็นตำนานใน โรงละครแห่งความฝัน  จอร์จ เบสต์ ลงสนามให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทั้งสิ้น 474 เกม ยิงไป 181 ประตู อีกทั้งสามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของเกาะอังกฤษ 2 สมัย รวมทั้งแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ 1 สมัย ปฏิเสธไม่ได้ว่า จอร์จ เบสต์ คือผู้เปิดฉากตำนานหมายเลข 7 ให้กับสโมสรแห่งนี้

ไบรอัน ร็อบสัน (1981-1994)

อีกหนึ่ง ตำนานเสื้อเบอร์ 7 แมนยู กับตำนานกับตันทีม อีกหนึ่ง นักเตะแมนยู ผู้ที่ทำให้หมายเลข 7 มีมนต์ขลัง กับฉายา “กัปตันมาร์เวล” นับเป็นส่วนสำคัญของ ปีศาจแดง ในยุครอยต่อของฟุตบอลอังกฤษดั้งเดิมจนถึงยุคพรีเมียร์ลีก โดยกับตันมาร์เวล ช่วยทีมลงสนามไปทั้งสิ้น 461 นัด ทำประตูทั้งหมด 99 ประตู พร้อมทั้งพาทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 2 สมัย, แชมป์ เอฟเอ คัพ 4 สมัย, แชมป์ ลีก คัพ 1 สมัย, แชมป์ ยูโรเปี้ยน วินเนอร์ส คัพ 1 สมัย และ แชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ 1 สมัย นับเป็น ตำนานเบอร์ 7 ที่ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดอีกหนึ่งคน

ตำนานเสื้อเบอร์ 7 แมนยู ในยุคพรีเมียร์ลีก จนถึงปัจจุบัน

ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นในยุคพรีเมียร์ลีกจนถึงปัจจุบัน ก็ยังมีนักเตะที่เข้ามาสืบทอดเสื้อหมายเลข 7 ของ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีทั้งรุ่งและร่วงสลับสับเปลี่ยนกันไป

เอริค คันโตน่า (1992-1997)

สุดยอดดาวยิงผู้มีอารมณ์ศิลปิน อย่าง เอริค คันโตน่า ดาวยิงสัญชาติฝรั่งเศษ กับตันทีมผู้เป็น ตำนานเสื้อเบอร์ 7 แมนยู คันโตน่าคือผู้เล่นคนสำคัญที่มีส่วนทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จภายใต้การทำทีมของเซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน นับเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของ “ปีศาจแดง” แม้ว่าคันโตน่าจะอยู่กับทีมเพียงแค่ 5 ปี แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาเป็น ตำนานเบอร์ 7 และนั่งอยู่ในใจแฟนบอลปิศาจแดงไปตราบจนถึงทุกวันนี้ จากผลงานการทำประตู 93 ประตูจาก 185 เกม ช่วยให้ปิศาจแดงเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย และแชมป์เอฟเอ คัพ 2 สมัย นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตำนานหมายเลข 7 ที่ประสบความสำเร็จมากอีกหนึ่งราย

เดวิด เบ็คแฮม (1992-2003)

ตำนานเบอร์ 7 รูปหล่อขวัญใจสาวๆและแฟนผียุค 90 เติบโตจากอคาเดมี่ของสโมสรกับบทบาทปีกขวาที่มีทีเด็ดในเรื่องของการเปิดบอล และฟรีคิกอันเลื่องชื่อ นับเป็น ตำนานเสื้อเบอร์ 7 แมนยู ที่เด็กผีหลายคนประทับใจและติดอยู่ในความทรงจำ เบ็คแฮมลงสนามให้ต้นสังกัดทั้งสิ้น 394 เกม ยิง 85 ประตู พาทีมเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 2 สมัย และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัยถือว่าเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ประสบความสำเร็จพอสมควรถึงแม้ว่าบั้นปลายอาจมีปัญหากับเจ้านายอย่างเซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน จนต้องถูกขายให้กับ เรอัล มาดริด แต่เบ็คแฮมไม่เคยจางหายจากความทรงจำของเหล่าสาวกปิศาจแดงเลยแม้แต่น้อย

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (2003-2009) , (2021-ปัจจุบัน)

ผู้เข้ามาสืบทอดตำนานต่อจาก เดวิด เบ็คแฮม เลื้อยตูดมาจากโปรตุเกสเข้ามาสู่ โรงละครแห่งความฝัน กับลีลาการลากเลื้อยและสับขาหลอกที่หลายคนจำกันได้ ช่วงแรกดูไม่มีท่าทีที่จะประสบความสำเร็จเทียบเท่ารุ่นพี่ แต่สุดท้ายเขาก็ตอบแทนความไว้ใจของเจ้านายจนพาทีมประสบความสำเร็จพร้อมทั้งความสำเร็จส่วนตัวอีกหลายรางวัลอีกด้วย โดย CR7 ช่วยทีมทำประตู 118 ประตู จาก 292 นัด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย, เอฟเอ คัพ 1 สมัย และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย ก่อนที่เขาจะย้ายไปหาความท้าทายใหม่กับ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลก 80 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2009 และสร้างความปราบปลื้มให้กับสาวกปิศาจแดงอีกครั้งกับการกลับบ้านในปี 2021 ซึ่งอาจทำให้เขากลับมาปิดตำนานอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะนักเตะแมนยู อีกครั้งก็เป็นได้

ไมเคิ่ล โอเว่น (2009-2012)

การมาของโอเว่น ทำให้แฟนบอลคู่อริอย่างลิเวอร์พูลต้องเจ็บจี๊ดกันพอสมควร โดยผลงานของเขาในฐานะเสื้อหมายเลข 7 ของ Man U ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว กับประตูชัยในเกม แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้แมทซ์, ลีก คัพ นัดชิงชนะเลิศ รวมผลงาน 17 ประตู จาก 52 เกม ช่วยทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 1 สมัย และ ลีก คัพ 1 สมัย

อันโตนิโอ วาเลนเซีย (2009-2019) 

การสูญเสีย CR7 ไป ทำให้เฟอร์กี้ต้องหาคนใหม่มาทดแทน และปีกขวาชาวเอกวาดอร์ คือผู้ถูกเลือก โดยเขาเลือกที่จะไม่สวมเสื้อหมายเลข 7 ตั้งแต่เริ่มต้น โดยเลือกสวมเสื้อหมายเลข 25 เขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของ แมนยู จนในฤดูกาลถัดมาเขาเปลี่ยนมาสวมเสื้อหมายเลข 7 แต่น่าแปลกใจที่ฤดูกาลนั้นกลับกลายเป็นฤดูกาลที่เลวร้ายสำหรับเขา จนต้องเปลี่ยนใจกลับมาสวมหมายเลข 25 ตามเดิม และอยู่กับทีมจนกลายเป็นกับตันทีมจนกว่าจะย้ายออกจากทีมในฤดูกาล 2019 นับเป็นผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จกับทีม แต่ไม่ประสบความสำเร็จกับการสวมเสื้อหมายเลข 7 อย่างแปลกประหลาด

อังเคล ดิ มาเรีย (2014-2015)

ถูกดึงตัวเข้ามาโดยหลุยส์ ฟาลกัล ด้วยค่าตัวที่ถือว่าแพงที่สุดในเกาะอังกฤษ ณ ขณะนั้น พร้อมกับความคาดหวังในฐานะ ตำนานเบอร์ 7 คนใหม่แต่ท้ายที่สุดแล้ว ดิมาเรียก็ไม่สามารถตอบแทนความคาดหวังของเหล่าสาวกได้ จนสุดท้ายเขาเรียกร้องขอย้ายทีมไปอยู่กับ เปแอชเช ในฝรั่งเศษ ปิดฉากความคาดหวังในการเป็น ตำนานแมนยู นับเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่ล้มเหลวกับหมายเลข 7 ในถิ่นโอลเทรฟฟอร์ด

เมมฟิส เดปาย (2015-2017)

ถูกดึงตัวเข้ามาโดยหลุยส์ ฟาลกัล หลังจากที่เดปายโชว์ผลงานสวยหรูในลีกดัชซ์ และนามทีมชาติในฟุตบอลโลก แต่สุดท้ายก็เอาชื่อมาทิ้งไว้กับเสื้อหมายเลข 7 อีกหนึ่งคน ก่อนที่จะตัดสินใจย้ายไปอยู่กับลียง จนกลายเป็นตัวหลักของทีม และโดนดึงตัวไปอยู่กับบาร์เซโลน่าในปัจจุบัน

อเล็กซิส ซานเชซ (2018-2020)

อเล็กซิส โชว์ผลงานได้ดีกับอาเซน่อล จนถูกมูรินโย่ดึงตัวเข้ามาเพื่อหมายมั่นว่าจะเป็น ตำนานเบอร์ 7 คนใหม่ แต่เขาไม่สามารถที่จะโชว์ผลงานได้ดีเลย มิหนำซ้ำค่าเหนื่อยอันแสนแพงที่ทีมต้องแบกรับ ทำให้ท้ายที่สุดแล้ว ต้องตัดสินใจจากลากัน นับเป็นอีกหนึ่งคนที่ล้มเหลวกับหมายเลข 7 ของ ปิศาจแดง

เมื่อไล่เรียงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันผู้เล่นที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มอบหมายให้ใส่เสื้อหมายเลข 7 นั้นล้วนแล้วแต่ถูกมองถึงความสามารถที่จะสามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้ แต่มีเพียงนักเตะที่มีหัวจิตหัวใจที่เป็นยูไนเต็ดเท่านั้นที่จะสามารถแบกรับความกดดันและความคาดหวังนี้ไว้ได้ จนพาตัวเองกลายเป็น ตำนานเสื้อเบอร์ 7 แมนยู ได้ในที่สุด

คาสิโนออนไลน์ฝากถอนไม่มีขั้นต่ํา

Categories
ข่าวสารวันนี้ ข่าวเด่น

ผู้จัดการทีมชื่อดังที่เคยตกงานทันที หลังจากที่คุมทีมแพ้ต่อลิเวอร์พูล

ในวันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลได้เดินทางไปที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในการแข่งขันเกมพรีเมียร์ลีก แม้ว่าหงส์แดงจะมีฟอร์มที่แข็งแกร่งมาก แต่แฟนๆ เดอะค็อปก็ยังดูไว้ใจในเกมนี้ไม่ค่อยได้ เนื่องจากพวกเขาไม่ต้องการเห็นความพ่ายแพ้ของทีมรัก โดยเฉพาะกับอริตลอดกาลอย่างแมนยูไนเต็ด ในทางกลับกัน ผู้เล่นลิเวอร์พูลไม่ได้ใส่ใจกับแรงกดดันที่ผ่านเข้ามา หรือรับรู้ถึงความตึงเครียดที่กระหน่ำขึ้นก่อนเกม พวกเขาก้าวออกไปและทำในสิ่งที่พวกเขารักมากที่สุดในสนาม ซึ่งหลังจากเล่นไปเพียง 15 นาที ลิเวอร์พูลก็พบว่าตัวเองขึ้นนำ 2-0 ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยได้รับความอนุเคราะห์จากนาบี เกอิต้า และดิโอโก้ โชต้า และนั่นทำให้ยักษ์ใหญ่แห่งเมอร์ซีย์ไซด์กลับเพิ่มความหิวกระหายมากขึ้น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ศูนย์หน้าของลิเวอร์พูลก็ได้เติมเต็มความปรารถนานั้น โดยยิงเพิ่มอีกสองประตูก่อนพักครึ่งแรก

ในครึ่งหลัง ลิเวอร์พูลกลับมาอย่างแข็งแกร่งพอๆ กับในครึ่งแรก และสุดท้ายจบเกมพวกเขาก็บุกมาถล่มไปอย่างขาดลอยถึง 0-5 คืนนั้นแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดตกอยู่ในอารมณ์ที่มืดมน พร้อมทั้งกระแสการผลักดันให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก้าวออกจากตำแหน่งไป แต่ในที่สุด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ยังยืนยันว่าไม่ไล่โค้ชออกหลังจากพ่ายแพ้ต่อลิเวอร์พูลอย่างน่าอับอาย แต่ในอดีตเรากลับพบว่าผู้จัดการทีมบางคนไม่ได้โชคดีขนาดนั้น และวันนี้เราจะมาดูกันว่าลิเวอร์พูลสร้างโชคชะตาให้กับผู้จัดการทีมชื่อดังในพรีเมียร์ลีกได้อย่างไร 

กุนซือที่ถูกไล่ออกหลังจากพ่ายแพ้ให้กับลิเวอร์พูล

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อาจหนีจากความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายที่มีต่อลิเวอร์พูลมาได้ แต่ โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือคนก่อนของทีม เขาไม่โชคดีแบบนี้ ในช่วงนั้นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของมูรินโญ่อยู่ในเส้นทางที่ไกลจากฝั่งฝันกับการที่จะทำให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอยู่ในยุครุ่งเรือง ซึ่งเป็นสิ่งที่แฟนๆ รู้จักและชื่นชอบ และจากสิ่งต่างๆ ที่แสดงออกมา กลายเป็นว่ามูรินโญ่เป็นกุนซือที่ไม่เป็นที่นิยมในโอลด์ แทรฟฟอร์ดอย่างรวดเร็ว หลังจากสองฤดูกาลที่คุมทีม มูรินโญ่ก็เริ่มสูญเสียการสนับสนุนในทีมและอยู่ในช่วงเวลาที่เตรียมตัดสินอนาคต และเกมสุดท้ายที่เขาถูกตอกฝาโลงเกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2018 ในเกมที่ลิเวอร์พูลเปิดบ้านเอาชนะแมนยูไนเต็ดได้ถึง 3-1 ที่แอนฟิลด์ หลังจากนั้นโซลชาได้ถูกนำตัวเข้ามาเพื่อเติมเต็มช่องว่างชั่วคราว แต่กุนซือชาวนอร์เวย์ได้ประสบความสำเร็จในการคุมทีมช่วงครึ่งฤดูกาลของเขา และสุดท้ายสโมสรก็ให้เขากลายเป็นกุนซืออย่างเต็มตัว

https://sportsleo.com/news/2021/04/special-gone-tottenham-sacks-jose-mourinho/

อังเดร วิลลาส-โบอาส ของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

ลิเวอร์พูล และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ อาจไม่มีเรื่องราวมาโหมโรงการแข่งขันเหมือนศึกแดงเดือด แต่ทั้งสองทีมต่างก็มีการแข่งขันที่ดุเดือดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ทั้งสองทีมต้องการเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้ อังเดร วิลลาส-โบอาส กุนซือสเปอร์สในขณะนั้น ตระหนักดีถึงความรับผิดชอบของงานนี้ น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถรับมือกับการจัดการกับลิเวอร์พูลได้ เกมนัดสุดท้ายของกุนซือรายนี้เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม ปี2013 หลังจากที่ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ของ บียาส-โบอาส ลงเล่นด้วยผลงานไร้พ่าย 5 นัดติดต่อกัน โดยชนะ 4 นัดจาก 5 นัดหลังสุด น่าเสียดายที่ลิเวอร์พูลเข้ามาขัดจังหวะตรงนั้น ซึ่งเกมนั้นเป็นลิเวอร์พูลเปิดบ้านเอาชนะสเปอร์สได้ถึง 5-0 ที่แอนฟิลด์ โดยได้ 2 ประตูที่ยอดเยี่ยมของหลุยส์ ซัวเรซ และส่งให้เกมนี้เป็นนัดสุดท้ายของการคุมทีมของอังเดร วิลลาส-โบอาส ไปโดยปริยาย

สล็อตเว็บตรงไม่มีขั้นต่ำ

Categories
ข่าวสารวันนี้ ข่าวเด่น

ราล์ฟ รังนิก หัวเรือใหม่ ผู้ที่จะเข้ามากำหนดอนาคต และทิศทางการเดินของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ราล์ฟ รังนิค กุนซือสัญชาติเยอรมันกลายเป็นกุนซือที่มีผู้คนจับตามองมากที่สุด ณ ขณะนี้ นับตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งให้เข้ามาทำหน้าที่ ผู้จัดการทีมแมนยู คนต่อไป ผู้นี้คือใคร ทำไมถึงได้รับฉายาว่า “ศาสตราจารย์” เขาผู้นี้จะเหมาะสมหรือไม่กับตำแหน่งที่ไม่ธรรมดาและมีหลายคนต่างไฝ่ฝันอย่างตำแหน่ง ผู้จัดการทีมแมนยู มาลองทำความรู้จักกับชายผู้นี้ ว่าเขาคือใคร และเดอะโปรเฟสเซอร์คนนี้จะพาปิศาจแดงถึงฝั่งฝันได้หรือไม่

ราล์ฟ รังนิก

ราล์ฟ รังนิก “เดอะโปรเฟสเซอร์” เขาคนนี้เป็นใครมาจากไหน

ราล์ฟ รังนิก ปัจจุบันอายุ 63 ปี เริ่มรับงานผู้ฝึกสอนฟุตบอลตั้งแต่ตัวเองอายุ 25 ขวบปีหลังจากไม่ประสบความสำเร็จกับอาชีพค้าแข้ง เริ่มมีชื่อเสียงในวงการฟุตบอลเยอรมันจากการคุมทีม สตุ๊กการ์ท ในเวทีบุนเดสลีกา เยอรมัน โดยเขาสามารถพาทีมได้แชมป์ยูฟ่าอินเตอร์โตโตคัพ ในปี 2000 แต่สุดท้ายก็ถูกปลดในเวลาต่อมาจากผลงานอันย่ำแย่ ในปี 2001 ก่อนที่จะโยกไปคุมทีมฮันโนเวอร์ ซึ่งขณะนั้นอยู่ในลีกา 2 ของเยอรมัน สุดท้ายก็ไม่วายโดนปลดจากตำแหน่งในปี 2004 และมีช่วงเวลาสั้นๆที่ได้ไปคุมทีมใหญ่ขึ้นอย่างชาลเก้04 ก่อนจะโยกไปคุม ฮอฟเฟ่นไฮม์ โดยมีผลงานชิ้นโบว์แดงคือการพา ฮอฟเฟ่นไฮม์ เลื่อนชั้นสู่เวทีบุนเดสลีกา ก่อนจะลาทีมอีกครั้งกลับไปซบ ชาลเก้ 04 ทีมเก่าซึ่งผลงานครั้งนี้นับเป็นการสร้างชื่อให้กับตัวเขา จากการพาทีมชนะเลิศเดเอฟเอ-โพคาล รวมทั้งยังพาทีมเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลถ้วยใหญ่อย่างยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปีนั้น ก่อนจะผันตัวไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬาให้กับ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ในลีกออสเตรีย และยังเคยรับตำแหน่งเฮดโค้ชกับ แอร์เบ ไลพ์ซิกสองครั้งในฤดูกาล 2015–16 และ 2018–19 

ราล์ฟ รังนิก ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ของเหล่ากุนซือเยอรมัน ทั้งในแง่อิทธิพล และเป็นแรงบันดาลใจ จึงเป็นที่มาของฉายาว่า ศาสตราจารย์ นั่นเอง และที่สำคัญบรรดาโค้ชร่วมชาติเยอรมนี แห่งยุคนี้ ทั้ง เจอร์เก้น คล็อปป์ , โธมัส ทูเคิ่ล และ ยูเลี่ยน นาเกิ้ลส์มันน์ ต่างก็ยกย่อง และยอมรับว่าเรียนรู้แท็คติกของ ราล์ฟ รังนิก กุนซืออาวุโสฉายา ศาสตราจารย์ ด้วยความให้เกียรติ ก่อนหน้านี้ชื่อของเขาดูจะไม่ได้เด่นไปกว่าคนอื่นในฐานะตัวเก็งตำแหน่ง ผู้จัดการทีมแมนยู คนใหม่ หลังโอเล กุนน่า โซลชา ถูกปลดจากตำแหน่ง แต่อย่างไรก็ดี ในสถานะของสัญญาชั่วคราว 6 เดือนกับสรรพคุณต่างๆ น่าจะทำให้บอร์ดบริหารเห็นถึงความเหมาะสมในตัวเขาในการเข้ามากู้วิกฤติของทีมปิศาจแดงในฤดูกาลนี้ และจะรับหน้าที่ที่ปรึกษาสโมสรต่ออีก 2 ปี ซึ่งจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเฟ้นหาตัว โค้ชแมนยู ซึ่งจะมารับงานต่อหลังจากที่เขาได้วางรากฐานเค้าโครงของทีมไว้แล้ว

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเดินหน้าไปทิศทางไหนภายใต้การนำพาของ ราล์ฟ รังนิก

การมาของ ราล์ฟ รังนิก ทำให้หลายคนพูดถึง “เกเกนเพรสซิ่ง” ซึ่งบางคนอาจจะพูดว่า เขาป็นผู้คิดค้นปรัชญานี้ โดยคำพูดนี้อาจไม่มีใครยืนยันได้ และไม่มีประโยชน์อะไรที่จะหาคำตอบ แต่ที่แน่นอนคือกุนซือใหญ่รายนี้เป็นผู้ที่มีแนวทางชัดเจนในการเล่นฟุตบอลแบบ“เกเกนเพรสซิ่ง” (GEGENPRESSING)ที่มาจากคำว่า GEGEN ซึ่งในภาษาอังกฤษแปลว่า AGAINSTบวกกับ PRESSING หรือการกดดันคู่แข่ง ซึ่งก็คือศาสตร์ฟุตบอลที่เป็นสไตล์การเล่นที่ใช้การประสานงานของผู้เล่นบีบเข้าหาคู่ต่อสู้ที่มีบอลเพื่อแย่งกลับมาครอบครองให้เร็วที่สุดก่อนที่จะจู่โจมแบบฉับไวและรวดเร็ว เด็ดขาด ซึ่งถือเป็นสไตล์ฟุตบอลที่ดูสนุก ตื่นเต้น และเร้าใจ ซึ่งอีกมุมก็ต้องยอมรับว่าว่าการเข้ามารับงาน ผู้จัดการทีม แมนยู ภายในระยะเวลา 6 เดือนต่อจากนี้ คงเป็นไปได้ยากที่ ราล์ฟ รังนิก จะเปลี่ยนรูปแบบการเล่นของทีมปีศาจแดง ให้เป็นระบบที่เขาตั้งใจหวังภายในชั่วข้ามคืน แต่เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าอย่างน้อย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะกลายเป็นทีมที่เล่นแบบมีแนวทางชัดเจนขึ้น มีระบบระเบียบแบบแผนของแท็คติกมากขึ้น อีกทั้งประสบการในการวางรากฐาน และแนวทางการเล่นฟุตบอล แท็กติค รวมถึงการพัฒนาเยาวชนให้กับสโมสร ทั้งในช่วง 6 เดือนที่เขาทำหน้าที่เป็นโค้ชของทีม และหลังจากนั้นอีกเป็นระยะเวลา 2 ปีที่เขาจะรับหน้าที่เป็นโค้ชให้กับสโมสรในตำแหน่งที่ปรึกษาโดยเชื่อว่าแนวทางของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเป็นแนวทางที่ดีขึ้น และเขาจะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวางตัว ผู้จัดการทีมแมนยูคนต่อไป ผู้ที่พร้อมจะเข้ามารับงานต่อจากเขาและทำทีมในแนวทางของเขาผสมผสานกับแนวทางของยูไนเต็ด เพื่อให้ปีศาจแดง พร้อมที่จะกลับมาผงาด ขับเคี่ยวกับบรรดาทีมยักษ์ของเมืองหลวงแห่งวงการลูกหนังอีกครั้ง หลังจากที่คลำทางผิดๆ ถูกกันอยู่นานนม หลังการวางมือของเซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน ยอดกุนซือของทีม โดยเป้าหมายระยะสั้นที่จะต้องทำให้ได้ ก็น่าจะอยู่ที่การพาทีมตีตั๋วเข้าไปเล่นในเวทีใหญ่ของยุโรปให้ได้

ราล์ฟ รังนิก น่าจะได้ทำหน้าที่คุมทีมเกมแรกในการเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของคริสตัล พาเลซ และแน่นอนว่าโปรแกรมที่เหลืออีกครึ่งทางของศึกพรีเมียร์ลีก รวมทั้งรอบต่อไปของศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก อีกทั้งฟุตบอลถ้วยอย่างเอฟเอ คัฟ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ ผู้จัดการทีมแมนยูคนใหม่ และแน่นอนว่าแฟนบอลทั่วโลกโดยเฉพาะแฟนบอลปิศาจแดงทุกคน คงอดใจไม่ไหวที่จะรอดูผลงานของทีมรักภายใต้แท็คติกของ ศาสตราจารย์ เชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอ เรดอาร์มี่ทุกคนจะได้เห็น “เกเกนเพรสซิ่ง ฟุตบอล” ฉบับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

คาสิโนออนไลน์ฝากถอนไม่มีขั้นต่ํา

Categories
ข่าวสารวันนี้ ข่าวเด่น

นักเตะที่ได้รับการขนานนามว่ามีสไตล์การเล่นคล้ายกับ ลิโอเนล เมสซี่

ลิโอเนล เมสซี่ เป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ยังคงเล่นอยู่ในตอนนี้ และเขายังคงแสดงความน่าตื่นตาตื่นใจบนพื้นหญ้าในระดับสูงสุดอย่างต่อเนื่อง มีผู้เล่นหลายคนได้รับการขนานนามว่าเป็นเมสซี่คนใหม่ แต่หลายคนก็ไม่สามารถทำตามสิ่งที่ได้รับการขนานนามได้ เนื่องจากกองหน้าชาวอาร์เจนตินารายนี้เป็นผู้เล่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความสามารถพิเศษที่เหนือกว่าคำบรรยาย และทุกสิ่งที่เขาทำล้วนมีผลกระทบต่อเกมเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในห้วงเวลานี้มีผู้เล่นบางคนที่มีคุณลักษณะคล้ายกับเมสซี่ แม้ว่าจะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเข้ามาเทียบเคียงเมสซี่ได้ วันนี้เรามาดูผู้เล่นที่ถูกนำมาเปียบเทียบกับเขา โดยอ้างอิงจากสไตล์การเล่นที่คล้ายคลึง บวกกับสิ่งที่พวกเขากำลังทำกับทีมอยู่ในช่วงเวลาปัจจุบัน

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ลิเวอร์พูล) ถูกนำมาเปรียบเทียบกับ ลิโอเนล เมสซี่ เป็นอย่างมากในตอนนี้

ตอนนี้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในโลก ในจุดที่พอๆ กับลิโอเนล เมสซี่, คริสเตียโน โรนัลโดและโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ผลงานของซาลาห์ในฤดูกาลนี้เทียบได้กับผลงานของเมสซี่ในช่วงรุ่งโรจน์ของเขา นักเตะทีมชาติอียิปต์ได้กลายร่างเป็นผู้เล่นระดับโลกนับตั้งแต่ย้ายมาลิเวอร์พูลในปี 2017 จาก โรม่า ด้วยเงินเกือบ 38 ล้านปอนด์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกไม่ค่อยมีใครคาดคิดว่าเขาจะไปถึงระดับที่เขาอยู่ในขณะนี้ ซาลาห์ดูไร้เทียมทาน ฝีเท้าที่เหนือชั้น การตัดสินใจที่รวดเร็วและทรงประสิทธิภาพของเขา บวกกับคุณภาพการยิงประตูโดยรวมนั้นชวนให้น่าติดตาม ซึ่งนักเตะวัย 29 ปีรายนี้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 9 นัดในฤดูกาลนี้ และยิงได้ 10 ประตูและอีก 5 แอสซิสต์ เขาเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะคว้ารางวัลบัลลงดอร์ในปีนี้อีกด้วย

https://www.beinsports.com/hk/la-liga-santander/news/cury-neymar-messi-will-be-reunited-at-barce-3/1656332

เนย์มาร์ (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง)

เนย์มาร์อาจเป็นผู้เล่นคนเดียวในฟุตบอลโลกปีหน้าที่สามารถเทียบระดับความสามารถของ ลิโอเนล เมสซี่ ได้ นักเตะทีมชาติบราซิลรายนี้ถูกลิขิตมาเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่นับตั้งแต่สมัยที่อยู่กับสโมสรซานโตส ซึ่งทั้ง เนย์มาร์ และเมสซี่ ต่างก็มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด เนื่องจากทั้งคู่มีประสบการณ์ร่วมกันที่บาร์เซโลนา และตอนนี้ทั้งสองก็ร่วมค้าแข้งในลีกเอิงกับปารีส แซงต์-แชร์กแมงด้วย เนย์มาร์มีจุดเด่นที่ความเจ้าเล่ห์ในการเล่น ลูกเล่นแพรวพราว มีทักษะการเลี้ยงบอลระดับโลก พร้อมด้วยด้วยสถิติการทำประตูที่สม่ำเสมอ แต่เจ้าตัวมักถูกวิพากษ์วิจารณ์จากพฤติกรรมนอกสนาม และหลายคนเชื่อว่าเขาขาดวินัยซึ่งจุดนี้ต่างจากเมสซี่ และในตอนนี้ นักเตะวัย 29 ปีรายนี้เริ่มต้นฤดูกาลใหม่ได้ไม่ค่อยน่าประทับใจนักในตอนนี้ และสถิติก่อนหน้านี้กับยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสคือลงเล่น 124 เกมในทุกรายการให้กับปารีส แซงต์-แชร์กแมง ทำประตูได้ 88 ประตูและแอสซิสต์ไปอีก 54 ครั้ง

เว็บฝากถอนไม่มีขั้นต่ํา

Categories
ข่าวสารวันนี้ ข่าวเด่น

เจาะลึก แมนยูกับลิเวอร์พูล กับคำว่าศึกวันแดงเดือด ทำไมจึงรักกันไม่ได้?

ทีม แมนยูกับลิเวอร์พูล ถือเป็นสองทีมฟุตบอลไม้เบื่อไม้เมา ในฟุตบอลพรีเมียร์ลีกและวงการฟุตบอลอังกฤษมาอย่างยาวนาน อาจจะด้วยภูมิหลังของการขัดแย่งระหองระแหงใจกันของเมืองลิเวอร์พูล และเมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำมาสู่ความบาดหมางใจกันของทั้งแฟนบอล หงส์แดง และ ปีศาจแดง ด้วยก็ได้ กระทั่งมีผู้บัญญัติศัพท์คำว่าศึกวันแดงเดือดขึ้น เมื่อถึงแมตช์การแข่งขันของทั้งสองทีมมาถึง แล้วคำว่าศึกวันแดงเดือดก็ได้ติดปากของแฟนบอลมาถึงตอนนี้ ไปดูกันว่าทำไมทั้งสองทีมจะญาติดีกันไม่ได้เลยหรืออย่างไร

แมนยูกับลิเวอร์พูล

แมนยูกับลิเวอร์พูล กับความเหมือนที่แตกต่างกัน 

แม้ว่าทั้งสองสโมสรนี้จะตั้งขึ้นในประเทศอังกฤษเหมือนกัน แมนยูกับลิเวอร์พูล ใส่เสื้อแดงเหมือนกัน และอยู่คนละเมืองก็ตาม แต่ถือว่าเป็นประเทศเดียวกัน อย่างไรก็ดีทั้งเมืองลิเวอร์พูลกับเมืองแมนเชสเตอร์ซิตี้ ก็ยังมีความขุ่นข้องหมองใจกันตั้งแต่ปางก่อน ที่เมืองแมนเชสเตอร์ มีการขุดคลอง Manchester Ship Canal ทำให้สามารถเดินเรือได้ตรงถึงเมืองแมนเชสเตอร์ โดยไม่ต้องผ่านเมืองลิเวอร์พูล ถือเป็นการล่มสลายของการเดินเรือสินค้าที่เคยมั่งคั่งของเมืองลิเวอร์พูลไปโดยปริยาย และนั่นเป็นที่มาของความบาดหมางของทั้งสองเมืองใหญ่นี้ ซึ่งไม่มีอะไรชี้ได้ชัดว่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดคำว่า ศึกแดงเดือด ในวงการฟุตบอลทั้งสองทีม แต่ก็เชื่อว่านี่น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่มีผลต่อจิตใจแฟนบอลในประเทศอังกฤษอยู่ไม่น้อย

อดีตของศึกสงครามแดงเดือด แมนยูกับลิเวอร์พูล อันยาวนาน

นับตั้งแต่ ลิเวอร์พูล ได้แยกตัวออกมาจาก เอฟเวอร์ตัน เพื่อก่อตั้งสโมสรของตัวเอง ตั้งแต่ปี 1894 ทั้งสองทีมระหว่าง แมนยูกับลิเวอร์พูล ก็มีโอกาสฟาดแข้งชิงแชมป์กันมาตลอด และศึกแดงเดือดนัดแรกที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลของทั้งสองทีมเมื่อปี 1894 ครั้งนั้นเองที่ทำให้สโมสรก่อตั้งขึ้นใหม่ มีชัยชนะเหนือ แมนยู ได้ถึง 2-0 ในศึกคราวนั้น และนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของแรงขับเคลื่อนความชิงดีชิงเด่น และการไต่ให้ขึ้นสู่อันดับสูงกว่าในตารางคะแนน และทำให้ต้องขับเคี่ยวเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งกว่าของทั้งสองทีม

แมนยูกับลิเวอร์พูล ใครโหดกว่ากันและทีมไหนเก่งกว่ากัน

ทีมฟุตบอลที่จัดเป็นสองทีมแห่งความริษยากันคงไม่แพ้ แมนยูกับลิเวอร์พูล เพราะทั้งสองทีมมีการขับเคี่ยวความเก๋าและสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับทีมตัวเอง ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรขึ้นมา แมนยู และ ลิเวอร์พูล ก็เป็นทีมที่มีโอกาสดวลแข้งกันมาตลอด และสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่แฟนบอลของทั้งสองทีมได้เห็นเสมอมาเช่นกัน นั่นก็คือ ทั้งสองทีมมีการสะสมขุมพลังและแรงผลักดันให้มีโอกาสเอาชนะอีกทีม สังเกตเห็นได้เมื่อทีมหนึ่งมีผลงานดีกว่า อีกทีมก็จะต้องพยายามอย่างเต็มกำลังเพื่อให้ผงาดขึ้นมาเหนือกว่าอีกทีมให้ได้ แมนยูกับลิเวอร์พูล เป็นแบบนั้นมาโดยตลอด แม้ในประเทศไทยเองก็ประจักษ์ต่อสายตาของแฟนบอลทั้งสองทีมว่าเป็นเช่นนั้น ซึ่งทำให้คอลัมนิสต์ กูรูและนักพากษ์ชื่อดังอย่าง กิตติกร อุดมผล ได้ให้นิยามของคำว่า ศึกแดงเดือด ขึ้น ก็เกิดขึ้นจากความสนุกเร้าใจและความดุดันของ แมนยู และ ลิเวอร์พูล ใส่พลังแบบจัดเต็มไม่มีกั๊ก แบบไม่มีใครยอมใคร ทำให้เมื่อสองทีมมีโอกาสเจอกันครั้งใด ก็จะได้เห็นแฟนบอลใส่เสื้อสีแดงของสองทีมมาอย่างล้นหลาม และเชียร์กันอย่างออกรสออกชาติดุเดือด ทำให้คำว่า ศึกแดงเดือด มีความเหมาะสมกับทั้งสองทีมมากที่สุด

ผลงานของ แมนยูกับลิเวอร์พูล ศึกแดงเดือดที่ดุดันที่สุด

แมตช์ไหนที่ทั้งสองทีมมีโอกาสหวนกลับมาเจอกัน จะเป็นวันหนึ่งที่จะได้ประกาศศักดาและความแข็งแกร่งของทีมเหนือกว่าอีกทีมของ แมนยูกับลิเวอร์พูล ต้องปล่อยขุมพลังที่มีทั้งหมดออกมาให้หมดเพื่อให้กำชัยเหนือกว่าอีกทีมให้ได้ แม้กระทั่งแฟนบอลเองก็ต้องถือเป็นวันล้างตากันในนัดนั้นให้ได้ ซึ่งแม้ว่าผลงานของ แมนยู ล่าสุดเมื่อเทียบกับทีม ลิเวอร์พูล แล้วจะห่างกันบ้าง เพราะอาจจะมีแผ่วบ้างหรือไม่ทำให้ 3 นัดหลังในศึกพรีเมียร์ลีกยังไม่สามารถเอาชนะทีมไหนได้เลย แต่อย่างน้อยยังถือว่ารักษาหน้าตาแฟนบอล แมนยู ไว้ได้ ด้วยการชนะทีมอตาลันต้าในศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 3-2 แต่เมื่อเทียบศักดิ์ศรีศึกวันแดงเดือด จะถือได้ว่าชั่วโมงนี้ทีมไหนมาแรงและ ใครโหดกว่าใคร ก็คงต้องยกให้ ลิเวอร์พูล ไป เพราะนอกจากจะยังไม่แพ้ใครในศึกพรีเมียร์ลีกเลย ยังสามารถเอาชนะทีมแอตเลติโก มาดริด 3-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกมาด้วย อย่างนี้จะไม่สร้างความหมั่นไส้เจ็บใจให้กับทีมนักเตะและแฟนบอล แมนยู ได้หรือ อย่างไรก็ตามฟุตบอลลูกกลมๆ และทีมแดงเดือดทั้งสองทีมนี้ก็ยังต้องปล่อยพลัง และสร้างผลงานให้กำชัยชนะเหนืออีกทีมแบบดุเด็ดเผ็ดมันอย่างนี้ต่อไป

แมนยูกับลิเวอร์พูล แมตช์ที่หาแมตช์อื่นเทียบได้ยากและไม่มีเหมือน

ศึกวันแดงเดือดมาถึงแมตช์ไหนสิ่งที่ต้องได้เห็น คือผู้คนที่เป็นแฟนบอลของ แมนยูกับลิเวอร์พูล ออกมาส่งเสียงดังกระหึ่มเขย่าขวัญของแฟนบอลอีกทีมเสมอมา และนั่นเป็นสิ่งที่ทั้งสองสโมสร ฟุตบอล ได้ถ่ายทอดมาสู่แฟนบอลทั่วโลกแบบไม่รู้ตัว ทั้งการวางมาดความยิ่งใหญ่และเหนือกว่า การใช้พลังในการแข่งขันด้วยเสียงเชียร์ขับเคี่ยวกันเพื่อให้ทีมตัวเองดูมีความแข็งแกร่งกว่าอีกทีม บางครั้งอาจจะถึงขั้นมีคำเรียกเหน็บกันว่าเป็น เป็ดแดง หรือ หมาแดงถือส้อมก็ตาม ก็มาจากพฤติกรรมการเชียร์บอลของแฟนๆ ทั้งสองทีม แต่ถือว่านั่นเป็นสีสันของ ศึกแดงเดือด ที่ไม่มีแมตช์ไหนและทีมบอลไหน จะมีเอกลักษณ์และเหมือนกับ แมนยูกับลิเวอร์พูล อีกแล้ว

แม้ว่าทีมไหนจะมีสถิติดีหรือฟอร์มการเตะที่ดีกว่า แต่เชื่อเถอะบอลลูกกลมๆ ไม่มีทีมไหนที่ชนะหรือแพ้ตลอดฝ่ายเดียว แม้แต่ทีม แมนยูกับลิเวอร์พูล ก็เป็นเช่นนั้น แข็งแกร่งเพียงใดก็ย่อมมีพลาดและแผ่วพ่ายแพ้ให้อีกทีมจนได้ ดูบอลให้เป็นเกมกีฬาและอยู่บนหลักความไม่เที่ยงแท้ของทุกอย่าง เพราะไม่มีทีมไหนหรือ ใครเก่งกว่ากัน และชนะได้เพียงอย่างเดียวตลอด

คาสิโนออนไลน์ฝากถอนไม่มีขั้นต่ํา